The Clip รีวิว ทดลองขับ Toyota Hilux REVO 2.8 i-ART High 4WD (Minorchange) แรงขึ้น หล่อขึ้น แต่ช่วงล่างยังเกือบเหมือนเดิม
1,159,000 บาท
Likes: อัตราเร่งแรงขึ้นทั้งกดเต็มและขับปกติ รองรับ Apple CarPlay แล้ว ราคาถูกลงกว่าสมัยเปิดตัวใหม่ล็อตแรกๆ
Dislikes: ช่วงล่างหลังนิ่มกว่าเดิมนิดเดียว นอกนั้นให้ความรู้สึกเกือบเหมือนเดิม
ถือว่าเป็นน้ำกระฉอกแรกกลางแผ่นดินแล้งๆเลยทีเดียว หากเราจะมองว่าในโลกของสื่อยานยนต์ ไม่มีอะไรปังๆมาให้ทำข่าวตลอดช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา จนกระทั่ง Toyota เปิดตัว Hilux REVO minorchange ทั้งๆที่โฉมเดิมก็เพิ่งมีการอัปเดตไปในระยะเวลาที่ไม่นานเท่าไหร่นัก และเรียกเสียงฮือฮาได้จากการปรับขุมพลัง โดยเฉพาะในรุ่น 2.8 ลิตร ที่เพิ่มแรงม้าขึ้นเป็น 204 แรงม้า รุ่นเกียร์อัตโนมัติได้แรงบิดเพิ่มอีก 50Nm เป็น 500Nm
ในเครื่องยนต์ 1GD-FTV รุ่น Generation II นี้ นอกจากจะเปลี่ยนเทอร์โบให้ใหญ่ขึ้น (แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเปลี่ยนโข่ง กังหัน หรือส่วนไหน) ก็ยังมีการเปลี่ยนระบบจ่ายเชื้อเพลิงเป็นหัวฉีด i-ART (by DENSO) ซึ่งมีใช้ในรถระดับพรีเมียมอย่าง Volvo มาประมาณ 7 ปีแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่นำมาใช้ในรถกระบะระดับนี้ i-ART จะใช้หัวฉีดที่มีการฝังชิพไว้ในตัว พร้อมทั้งเซนเซอร์วัดแรงดันเชื้อเพลิง และอุณหภูมิเชื้อเพลิง ค่าที่ได้จะส่งกลับไปยังกล่อง ECU เพื่อทำการประมวลผล ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงในแต่ละกระบอกสูบได้อย่างเหมาะสม ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงและลดมลภาวะได้จนสามารถตัดระบบ Auto Start/Stop ออกไปได้ (เมื่อเทียบกับรุ่นแรก)

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขนาดวิ่งตอนกลางวัน 32 องศา และบรรทุกน้ำหนัก 3 คน ยังสามารถเคาะตัวเลขได้ 11.2 วินาที ซึ่งรุ่นเดิม 177 แรงม้า วิ่งกลางคืน น้ำหนักบรรทุกน้อยกว่ากันราว 90 โล ก็ยังได้ 11.63 วินาที ส่วนอัตราเร่งแซงยิ่งแล้วใหญ่ เพราะรุ่นเดิม เราทดสอบรุ่น G และ Rocco ก็จบที่ประมาณ 8.5 วินาที ในรุ่นใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบ ก็ยังทำได้ 7.9 วินาทีหลายครั้งโดยไม่มีทีท่าว่าตัวเลขจะ Drop ลง นั่นก็ทำให้ Revo 2.8 ซึ่งจากเดิมมีพลังตามหลังคู่แข่งเมื่อลากรอบกดเต็ม..คราวนี้สามารถวิ่งไล่กันได้แล้ว อัตราเร่งช่วงแซงอาจจะเร็วกว่า D-Max 3.0 ด้วยหากบรรทุกเท่ากัน
พลังของเครื่องยนต์นั้น สามารถสัมผัสได้ชัดเจนในช่วง 2,000-3,500 รอบต่อนาทีเพียงแค่กดครึ่งคันเร่งก็ทะยานต่างจากรุ่นเดิม เสียงเครื่องยนต์ดังในแนวหึ่มขึ้น แต่เสียงแกร๊กกรากแบบที่เครื่องดีเซลต้องมีนั้นกลับลดลงจากรุ่นเดิม ดังนั้นผมรู้สึกพอใจกับการปรับปรุงในแง่ของเครื่องยนต์
ส่วนช่วงล่างหลังแบบใหม่ที่ใช้แหนบ High-tensile 3 แผ่น แทนแหนบปกติ 5 แผ่นนั้น ผมกลับยังไม่ประทับใจเท่า จริงอยู่ว่าเมื่อวิ่งบนถนนในซอย หรือถนนลูกรังที่ความเร็วต่ำ จะรู้สึกว่าแม้จะมีอาการแบบรุ่นเดิม แต่ก็ขจัดเอาแรงสะเทือนส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้พอสมควร แต่ความต่างก็น่าจะจบแค่นั้น เพราะเมื่อเจอถนนที่หลุมบ่อใหญ่ขึ้น หรือนำไปวิ่งมอเตอร์เวย์ความเร็ว 90 ขึ้นไป อาการตอบสนองของช่วงล่างต่างจากรุ่นเดิมน้อยมาก รสชาติเดิมๆที่คุณคุ้นเคยยังอยู่ ในขณะที่พวงมาลัยนั้น ก็เหมือนกับรุ่นเดิม แต่ช่วงความเร็วต่ำ จะเบาลงเล็กน้อย และความเร็วสูงจะนิ่งขึ้นอีกนิดหน่อย ไม่ได้ต่างแบบฟ้ากับเหว
หันมาดูที่ภายในรถ บรรยากาศต่างๆก็คล้ายเดิม แต่ส่วนที่เห็นได้ชัดที่สุดคือหน้าจอกลางขนาด 8 นิ้ว ทัชสกรีน ซึ่งหน้าตาดูดี รองรับ Apple CarPlay แล้ว แต่ระบบนำทางในรุ่น G ล็อตแรกๆที่เคยมีจะถูกตัดออก (วันที่ขับ เอาเจ้าของ 2.8G ปีแรกไปด้วย เพราะมันช่วยได้) คาดว่าคงให้ไปใช้ระบบจาก CarPlay แทน แต่อย่างน้อยน่าจะมีช่องใส่ CD เหลือให้คนยุคเก่าแก่สักหน่อย ไม่น่าเอาออก หน้าปัดและแผงมาตรวัดต่างๆ เปลี่ยนสไตล์ใหม่ บางคนอาจจะมองว่าจืด แต่ขับช่วงเย็นและกลางคืน ดูดีแบบสุภาพ

นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ไป มันคือ Revo คันเดิม แบบเดิม ซึ่ง ถ้าคุณชอบมันอยู่แล้ว และรอซื้อมาจนวันนี้ คุณได้ภาพรวมเป็นรถที่ดีขึ้น แรงขึ้น ความสบายในห้องโดยสารยังเหมือนเดิม ความรู้สึกเวลาขับส่วนใหญ่ (ที่ไม่กดคันเร่งเยอะ) เหมือนเดิม 85-90%
อย่างไรก็ตาม หากคุณมีเงินอีก 80,000 เหลือให้ซื้อรถได้ ผมแนะนำว่า จ่ายตู้มเดียวแล้วเอารุ่น ROCCO 2.8 4×4 4 ประตูไปเลยดีกว่า เพราะในเงินที่เพิ่มขึ้นมานั้น สาระไม่ได้มีแค่เรื่องชุดแต่งภายนอก แต่คุณยังได้วัสดุตกแต่งแดชบอร์ดกับแผงประตูที่ดูเข้ากับยุคสมัยใหม่มากขึ้น หน้าปัดแซมสีน้ำเงินสวยขึ้น มีไฟตกแต่งที่แผงประตู และที่สำคัญคือระบบ Toyota SafetySense ซึ่งรวมถึงระบบ Adaptive Cruise Control และระบบเบรกอัตโนมัติอีกด้วย ส่วน 2.8 High นั้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความยกสูง + พลัง 2.8 ลิตร โดยไม่ได้สนอย่างอื่นมากนัก น่าเสียดายที่ Toyota ไม่ทำ Pre-runner ที่เป็นเครื่อง 2.8 เหมือนสมัย Revo มาแรกๆ ซึ่งคนที่ขับทางไกลถนนดำมากกว่าออฟโรดจะได้มีทางเลือกที่มีพลังสำรองสูง และประหยัดงบโดยตัดส่วนไม่จำเป็นออกไป