มีข่าวลือว่าสาเหตุหนึ่งที่ Carlos Tavares อดีต CEO ของเครือ Stellantis ได้สละตำแหน่งอย่างกะทันหันในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เป็นเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับกลยุทธ์ปิดแบรนด์รถยนต์ในเครือ ที่มีสภาวะน่าเป็นห่วง จนนำไปสู่รายงานล่าสุดที่ว่า หนึ่งในประเด็นที่ John Elkann ตำแหน่ง Chairman ของ Stellantis พิจารณาผู้สมัครตัวแทน Tavares คือจากมุมมองของผู้สมัครแล้ว 14 แบรนด์ที่เครือถืออยู่ มีอยู่กี่แบรนด์ที่มีอนาคตบ้าง
สาเหตุที่ Stellantis มีแบรนด์รถยนต์ในเครือถึง 14 แบรนด์ เนื่องจากมีจุดกำเนิดมาจาการควบรวมเครือ FCA – PSA เข้าด้วยกัน แต่แทนที่จะมียอดขายสูง จากการมีแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย กลับกลายเป็นว่าผู้คนกลับไม่จดจำแบรนด์เท่าใดนัก โดยเฉพาะชื่อเครือ Stellantis นำไปสู่การวิเคราะห์ที่ว่าการลดจำนวนแบรนด์ จะช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารงาน ทั้งยังสามารถควบรวมฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย ฝ่ายพัฒนา รวมถึงงานส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องเข้าไว้ด้วยกัน

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับ Chairman ของ Stellantis ยังระบุด้วยว่าในมุมมองของ Elkann หากมีผู้สมัครรายใดที่ไม่มีไอเดียเกี่ยวกับแบรนด์ จะถูกปัดตกทันทีด้วยสาเหตุที่ว่านั่นไม่ใช่ผู้สมัครที่เหมาะสม จึงสามารถกล่าวได้ว่าสิ่งที่ CEO รายใหม่ของ Stellantis อาจต้องทำเป็นสิ่งแรกๆ คือการลดจำนวนแบรนด์รถยนต์ในเครือลง เพราะการแบกทั้งหมดเอาไว้ ไม่น่าช่วยแก้ไขสถานการณ์ผลกำไรลดลง 48% ในครึ่งแรกของปี 2024 ส่วนผลกำไรตลอดปี 2024 ของ Stellantis จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้
สำหรับแบรนด์ที่คาดว่าได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อยู่รอด น่าจะมีทั้ง Fiat และ Peugeot อยู่ด้วย เพราะทั้งสองแบรนด์ครองส่วนแบ่ง 20% จากยอดขายทั้งเครือ ด้าน Jeep เองน่าจะปลอดภัยเช่นกัน ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงยาวนาน แต่ยังสร้างยอดขาย 15% จากทั้งเครือ สำหรับแบรนด์ที่มีสถานการณ์น่าเป็นห่วงมีทั้ง Lancia ซึ่งตอนนี้มีรถยนต์ขายรุ่นเดียว, DS ที่ยังไม่สามารถชักจูงผู้บริโภคได้ว่าเป็นแบรนด์ Premium และแม้แต่ Alfa Romeo รวมถึง Maserati ที่มีฐานเสียงลูกค้าหนักแน่นนั้น ก็จัดอยู่ในกลุ่มที่น่าเป็นห่วง เพราะยอดไม่ดีนัก