Ford ได้รายงานว่าผลกำไรก่อนหักภาษีและอัตราดอกเบี้ยในปี 2024 มีมูลค่าขาดทุน 5,100 ล้าน USD (ราว 171,000 ล้านบาท) โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทต้องลงทุนจำนวนมาก กับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงมากในการทำแบตเตอรี่ ส่วนปีนี้ Ford ได้ทำใจพร้อมกับเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ว่า ธุรกิจส่วนรถยนต์ไฟฟ้าหรือ Model e Division จะทำบริษัทขาดทุนในปี 2025 ด้วยมูลค่าใกล้เคียงกับปีก่อนด้วยมูลค่าประมาณ 5,000 – 5,500 ล้าน USD (ราว 168,000 – 185,000 ล้านบาท)

ข่าวดังกล่าวทำให้มูลค่าหุ้นของ Ford ในตลาดลงเกือบ 5% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ต้องยอมรับว่า Ford พยายามแก้เกมส์หลายทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไม่ฝืนเดินหน้าพัฒนาโครงการ SUV เบาะ 3 แถวขุมพลังไฟฟ้า ซึ่งเดิมทีต้องเปิดตัวในปีนี้ และเลื่อนไปเป็นปี 2027 ก่อนจะยกเลิกไป หลังบวกลบคูณหารแล้วพบว่า ถ้าฝืนทำขายจริง จะทำบริษัทขาดทุนในช่วง 12 เดือนแรก แต่ท้ายที่สุดโครงการนี้ยังทำบริษัทเสียหายไป 1,900 ล้าน USD (ราว 64,000 ล้านบาท) แม้จะชิงยกเลิกไปก่อน

 

Ford ยังลดขนาดทีมงานที่พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ และเลื่อนกำหนดการเปิดตัว EV รุ่นใหม่ถอดด้ามไปจนถึงปี 2027 เป็นอย่างน้อย จากการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีในอนาคตจะทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่ถูกกว่าตอนนี้ และก่อนจะถึงวันนั้น Ford จะใช้งานวิศกรรมที่มีทั้งแบบ unibody และ body-on-frame ไปก่อน โดยสามารถพลิกแพลงให้รองรับ ทั้งขุมพลังเครื่องยนต์สันดาปและขุมพลัง EV ตามความต้องการของตลาด หรือแม้กระทั่งนำของบริษัทคู่ค้ามาปรับใหม่อย่าง VW ID.4 เป็น Ford Explorer และ VW ID.5 เป็น Ford Capri

แม้จะพยายามอุดรอยรั่วจากโครงการ EV แล้วแต่ Ford กลับโดนซ้ำด้วยนโยบายของประธานาธิบดี Trump ที่เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% โดย Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ย้ำว่าเขามั่นใจในเจตนารมณ์ของ Trump ที่มุ่งหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่การขึ้นภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้กำไรสูญหายจากอุตสาหกรรมไปหลายพันล้าน USD ซึ่งนั่นอาจย้อนกลับมาเป็นการปลดคนงานในสหรัฐฯ ส่วนสาเหตุที่ Ford กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะนำเข้า Maverick, Bronco Sport และ Mustang Mach-E จากเม็กซิโกมายังสหรัฐฯ เรียกได้ว่า Ford มีเรื่องให้ลุ้นอีกหลายต่อนับจากนี้

 

ที่มา: reuters, motor1