ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังเดินหน้าตามนโยบายนำอเมริกากลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง รวมถึงสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศด้วย นำไปสู่การประกาศครั้งล่าสุดว่า เขามีแนวคิดที่จะคิดภาษีรถยนต์เข้าในอัตรา 25% โดยอาจมีผลอย่างไวสุดในเดือนเมษายนนี้ อย่างไรก็ตาม จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 2 เมษายนนี้ ซึ่งอัตราดังกล่าวดูจะเป็นมิตรกว่าที่เขาเคยขู่ไว้ก่อนหน้ามาก เพราะ Trump เคยกล่าวว่าคิดขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาและจีนในอัตรา 50 – 100%
มีการคาดการณ์ด้วยว่าอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากแต่ละประเทศมายังสหรัฐฯ อาจแตกต่างกัน เพราะก่อนหน้า Trump เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาต้องการแก้ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และชาติอื่นที่ทำการค้าด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่าสหรัฐฯ เก็บภาษีรถยนต์ยนั่งที่นำเข้าจากยุโรปในอัตรา 2.5% แต่ยุโรปเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ ในอัตรา 10% ทำให้ Trump มีแนวคิดตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีเป็น 10% เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีกำแพงภาษีเพื่อสกัดการเข้ามาของรถกระบะจากประเทศอื่น ด้วยการเก็บภาษีนำเข้ารถกระบะจากทุกประเทศในอัตรา 25% อยู่แล้ว ซึ่งยังเป็นที่น่าจับตามองว่า อัตราการเก็บภาษีรถยนต์ในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นไปอีกหรือไม่ ทั้งหมดนี้ Trump มองว่าจะเป็นการผลักดันให้ผู้ผลิต ต้องมาผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ พร้อมกับกล่าวว่า “เมื่อพวกเขาเข้ามายังสหรัฐฯ เพื่อตั้งโรงงานที่นี่ ก็จะไม่มีกำแพงภาษี ซึ่งนั่นเป็นการให้โอกาสจากเราแล้ว”
อย่างไรก็ตาม แม้แจตนารมณ์ของ Trump คือการรักษาอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่กลายเป็นว่าผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันกลับมีความกังวล เนื่องจากกว่าครึ่งของรถยนต์ใหม่ ซึ่งออกขายที่สหรัฐฯ ในขณะนี้เป็นรถยนต์นำเข้า และหากภาษีขึ้นย่อมส่งผลให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงตามไปด้วย โดย Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ได้ให้สัมภาษณ์ว่าการขึ้นภาษีดังกล่าว อาจทำให้ผลกำไรของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐฯ อาจสูญหายไปมูลค่าหลายพันล้าน USD (หลักหลายหมื่นล้านบาท) จนอาจนำไปสู่ช่องโหว่และความวุ่นวายได้