หลังจากที่เปิดตัวรถต้นแบบเรือธง Cadillac Celestiq concept ไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2022 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเส้นสายและทรวดทรงที่ใกล้เคียงเวอร์ชั่นจำหน่ายจริงพอสมควร จนกระทั่งได้ฤกษ์เปิดตัวรุ่นจำหน่ายจริงเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2022 ในฐานะรถหรูสุดของแบรนด์ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการลูกค้า ซึ่งกว่าจะพร้อมขึ้นสายพานการผลิตต้องรอไปจนถึงเดือนธันวาคม 2023 ถึงแม้ว่าทางค่ายจะชิงเปิดตัวก่อนร่วมปีก็ตาม
งานออกแบบภายนอกเรียกได้ว่าถอดแบบมาจากรถต้นแบบไม่ผิดเพี้ยน ดูแบบผิวเผินจะคล้ายไปทางรถ Shooting brake แต่ทว่าทาง Cadillac ให้นิยามว่าเป็นรถซีดานสุดหรูเสียมากกว่า ด้วยฝากระโปรงหน้าที่มีความยาว หลังคามีความลาดเอียง และได้ทำการซ่อนมือเปิดประตูรอบคันเอาไว้เพื่อความสวยงาม โดยเปลี่ยนไปใช้การเปิดประตูด้วยไฟฟ้าแทน สั่งงานผ่านปุ่มกด รวมไปถึงกระจกภายนอกสามารถปรับความเข้มได้ตามต้องการของผู้โดยสาร พร้อมความสามารถในการสะท้อน Infrared รวมทั้งสารเคลือบเพื่อรักษาอุณหภูมิสำหรับเมืองหนาว



ชิ้นส่วนภายนอกมีการใช้เทคโนโลยี 3-D printing เข้ามาช่วยทำให้การออกแบบที่ยากลำบากหากใช้เทคโนโลยีขึ้นรูปแบบทั่วไป สามารถทำได้โดยง่าย โดยคิดเป็นจำนวนกว่า 115 ชิ้น ได้แก่ ปุ่มกดเปิดกระจกประตู มือจับประตูภายใน และชิ้นส่วนคอนโซลทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้เทคโนโลยีขึ้นรูปแผ่นเหล็กแบบ Flex Fabrication ทำให้สามารถออกแบบชิ้นส่วนตัวถังที่ทำจากเหล็กได้อย่างไร้ขีดจำกัด ปิดท้ายด้วยประจังหน้าและซุ้มล้อหน้าทำจากวัสดุอะลูมิเนียมจากกรรมวิธี Milled cast


ภายในห้องโดยสารติดตั้งจอ 2 ชิ้นที่เชื่อมต่อกันจนมีขนาดใหญ่ถึง 55 นิ้ว ซึ่งเชื่อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ไว้กับจอกลางและจอความบันเทิงฝั่งผู้โดยสาร ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการแสดงผลผ่านทางปุ่มหมุนที่ทำจากวัสดุหรูหราบริเวณคอนโซลกลาง ผู้โดยสารด้านหน้ายังสามารถรับชมวิดีโอสตรีมมิ่งและเล่นอินเตอร์เน็ตเบราว์เซอร์ได้ โดยที่จะไม่รบกวนสายตาผู้ขับขี่เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีจอควบคุมระบบภายในรถขนาด 11 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารด้านหลังยังมีความบันเทิง ผ่านจอขนาด 12.6 นิ้วคู่ พร้อมจอควบคุมเบาะไฟฟ้า ระบบปรับอากาศและควบคุมประตูไฟฟ้า


พื้นฐานจาก General Motors Ultium Platform ติดตั้งมอเตอร์คู่พละกำลังสูงสุด 608 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 868 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-60 ไมล์/ชม. ภายใน 3.8 วินาที โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ความจุ 111 kWh ให้ระยะทางสูงสุด 483 กิโลเมตร สามารถชาร์จไฟ DC กำลังสูงสุด 200 kW โดยเมื่อชาร์จ 10 นาที สามารถวิ่งได้ไกลถึง 126 กิโลเมตร


ช่วงล่างด้านหน้าและด้านหลังใช้แบบ Five-link พ่วงระบบ Adaptive air spring และ Magnetic Ride Control 4.0 เพื่อมอบความสบายสูงสุดยามเดินทาง และเป็นครั้งแรกที่ติดตั้ง Active Roll Control stabilizer bar เพื่อจัดการกับอาการโยนและโคลงของตัวรถระหว่างเข้าโค้ง อีกทั้งยังมาพร้อมระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังทำมุมได้ถึง 3.5 องศา
ล้ออัลลอยขนาด 23 นิ้ว Forged aluminum รัดด้วยยางขนาด Michelin Pilot Sport EV ที่สามารถให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ความสบายยามโดยสาร ในขณะที่ยังให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ช่วยให้ความสบายการขับขี่สูงสุด ทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติและระบบนำรถเข้าจอด นอกจากนี้ยังมีระบบสื่อสาร
Cadillac Celestiq จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน General Motors Global Technical Center รัฐ Michigan ซึ่งเน้นพนักงานมีฝีมือเท่านั้นถึงจะสามารถลงมาประกอบได้ และจะพร้อมให้สั่งจองและสั่งปรับแต่งได้ตามใจชอบ ผ่านการดูแลผ่านทีมงานพิเศษที่ถูกเทรนด์มาโดยเฉพาะ โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นตั้งแต่ 300,000 เหรียญสหรัฐฯ (11,474,700 บาท)
ที่มา: Motor1